แมง และ แมลง ที่ควรระวังเมื่อเดินป่า

20 ธันวาคม 2563

คำเตือนบทความนี้อาจมีความรุนแรงไม่เหมาะกับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี กลัวเลือด หรือแมลง เด็กๆและนักเดินป่ามือใหม่ควรได้รับการแนะนำ

ถ้าวันหนึ่งฉันเดินเขาป่า... คุณจะรู้ว่ามากกว่าความสนุกนั้นยังมีความอันตรายอีกมากมายรอบตัว โดยเฉพาะพืชและเจ้าสัตว์ตัวเล็กใหญ่ที่พร้อมมาทักทายเราทุกเมื่อหากโอกาสเป็นใจ ตามแหล่งที่อยู่หรือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น อุณหภูมิ ความชื้น แหล่งน้ำหรือแหล่งอาหาร เป็นต้น เราจึงควรทำความรู้จักและรู้วิธีการรับมือสักหน่อย เพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

สำหรับป่าในประเทศไทยนั้นมีโอกาสจะได้พบพวกแมลงต่างๆค่อนข้างมากเนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในแถบเส้นศูนย์สูตร สภาพอากาศร้อนชื้น บางพื้นที่มีฝนตกตลอดทั้งปี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของเหล่าแมลงเลยก็ว่าได้

ก่อนอื่นเราควรทราบความแตกต่างของ แมง กับ แมลง เราสามารถแยกชนิดของเจ้าพวกนี้จากจำนวนขา โดย....

คือ แมง มี 8 ขา คือ แมลง มี 6 ขา


เริ่มที่สิ่งใกล้ตัวที่สุด... ยุง!!!

รู้มั้ย?? จากงานวิจัย พบว่า ใน 1 ปีจะมีคนตายเพราะยุงมากกกว่าฉลามกัดอีกนะ ประเทศมียุงก้นปล่องมากกว่า 73 สายพันธุ์มีเพียง 3 สายพันธุ์เท่านั้นที่เป็นอันตราย ในเมืองมียุงลาย>>> ไข้เลือดออก ผู้ที่ติดเชื้อมีโอกาสเสียชีวิต 5-10%  ในป่ามียุงก้นปล่อง >>> โรคมาลาเรีย ผู้ติดเชื้อมีโอกาสเสียชีวิต 35% ส่วนยุงรำคาญ >>> โรคไข้สมองอักเสบและโรคเท้าช้าง

วิธีการป้องกัน >> ทาหรือใช้สเปรย์กันยุง นอนในเต๊นท์หรือเปลที่มีสารเคลือบกันยุงหรือเส้นใยแน่นหนาพอที่ทำให้ยุงไม่สามารถกัดทะลุลงไปได้ รวมทั้งการฉีดวัคซีนป้องกันโรคมาลาเรียกรณีที่จำเป็นต้นอยู่อาศัยในป่าเป็นเวลานานหรือในเขตพื้นที่เสี่ยงของโรค

คุ่น หรือ ริ้นดำ

หลายๆป่าไทย ไม่ว่าจะเป็นเขาสอยดาว  ดอยตุง ดอยอินทนนท์ หากโดนกัดจะเป็นตุ่มเลือดใต้ผิวหนัง คัน สำหรับคนที่ไม่แพ้จะหายไปเอง ส่วนคนที่แพ้อาจมีไข้ร่วม บวมแดงร่วมด้วย ซึ่งอาจทิ้งแผลเป็น

คุ่นกัด...

การรักษาเบื้องต้น ให้ทำการล้างมือให้สะอาด แล้วเจาะตุ่มเลือดที่คั่งอยู่ใต้ผิวหนังออก จากนั้นทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ หากมีอาการบวมและแพ้มาก ให้รับประทานยาแก้แพ้ที่มีส่วนผสมของแอนตี้ฮิสตามีนเพื่อลดอาการแพ้ และทาครีมที่มีส่วนผสมของเตียรอยด์

เห็บ (Tick)

เจ้าตัวนี้ก็อันตราย! ในป่ามักมีโอกาสได้พบเจ้า เห็บลม ที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้หรือพัดมาตามลม เห็บจะขยายพันธุ์ได้ดีในช่วงอากาศแห้งและเย็นโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว และมักพบได้ตามหน้าร้อนของฝั่งยุโรป โดยพวกมันอาจติดมากับเสื้อผ้าหรือร่างกาย เมื่อมันกัดจะแล้วก็เริ่มฝังเขี้ยวลงไปใต้ผิวหนัง ก่อนจะดูดเลือดและปล่อยสารบางอย่างเพื่อป้องกันการแข็งตัวของเลือดและมีอาการชาบริเวณที่ถูกกัด ปกติผู้ถูกกัดมักไม่รู้ตัว เมื่อมันอิ่มมันจะทิ้งตัวออกไปเองซึ่งวิธีการนี้มันจะหลุดไปทั้งหัวและเขี้ยว หากเราดึงมันออกแต่ดันทำหัวมันขาดแล้วเขี้ยวมันยังติดหรือฝังอยู่อาจทำให้เกิดอาคารคันมากและนานกว่าปกติ

แผลที่เกิดจากเห็บกัดมักจะเป็นตุ่มแดงคล้ายยุงกัด มักอักเสบและคันนาน(เป็นสัปดาห์หรือเป็นปี) สำหรับคนที่แพ้จะมีอาการเหมือนเป็นลมพิษ ผื่นขึ้นทั่วร่างกายสามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหายใน 1-3 วัน ซึ่งแนะนำให้ไปพบแพทย์ หรือในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นที่จะทำให้เสียชีวิตได้

วิธีการเอาเห็บออก สำคัญมาก ควรใช้แหนบถอนขนคีบเห็บส่วนที่ใกล้ ผิวหนังมากที่สุดแล้วค่อยๆ ดึงออก ห้ามใช้บุหรี่จี้หรือสารเคมีต่างๆ เพราะสารพวกนี้จะทำให้เห็บระคายเคืองและปล่อยสารพิษเข้าไปในแผลที่มันกัดได้ ไม่บิด หรือกระชาก ไม่ควรบีบขยี้หรือเจาะตัวเห็บ เพราะจะทำให้ของเหลวจากตัวเห็บ ซึ่งอาจมีเชื้อโรคถูกปล่อยออกมา

ผึ้งต่อแตน

หรือสัตว์จำพวกต่อ พวกนี้จะมีอาณาเขตและพื้นที่ของมันอยู่หากเราเข้าไปลุกล้ำอาณาเขตของพวกมัน หรือแสดงตนเป็นปรปักษ์ก็อาจจะโดนต่อยได้ อันตรายอยู่ที่เหล็กใน หรืออาการแพ้หลังจากถูกต่อย อาการบวมแดง และคันซึ่งจะหายเองใน 2-3 วัน

วิธีการรักษาเบื้องต้นคือการนำเอาเหล็กในออก ทำความสะอาดแล้วประคบเย็น ส่วนคนที่แพ้อาจมีอาการที่รุนแรงมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นลมพิษ คัน หน้าแดงหรือซีด หายใจลำบาก อาการบวมของลำคอและลิ้น ชีพจรไม่ปกติ อาจจะเต้นอ่อน หรือรวดเร็ว คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย วิงเวียนศีรษะ หรือเป็นลม สูญเสียสติ เป็นต้น

ทากและปลิง

เพื่อนซี้นักเดินป่า โดยเฉพาะป่าหน้าฝนถึงต้นหนาว รวมไปถึงป่าทางภาคใต้ หรือบริเวณที่มีความชื้นสูง ริมแม่น้ำลำคลอง มีโอกาสสูงมากที่จะพบเจ้าทากหรือปลิงสำหรับอาการทั่วไปคือเลือดไหลไม่หยุดอยู่ชั่วขณะ เมื่อหายแล้วก็อาจทิ้งรอยดำหรือแผลเป็นไว้

สำหรับวิธีการกันทาก มีได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาเส้นใส่ไปในรองเท้าหรือยัดตามซอกเท้า การใช้ยาเส้นผสมน้ำแล้วฉีดพ่นตามเท้าหรือรองเท้า ใช้ถุงกันทาก หรือถุงเท้าหนาๆ สบู่บางประเภท อย่างสบู่จำพวกคาร์บอลิก สบู่พวกนี้กลิ่นรุนแรงมาก สเปรย์แอลกอฮอล์หรือยาฆ่าแมลงโดยการฉีดรองเท้า เป็นอีกวิธีที่ง่าย สะดวก แต่เน้นฉีดบ่อยๆ โดยเฉพาะหากไปสัมผัสน้ำ หรือแม้กระทั่งใช้เกลือ หรือน้ำเกลือ ก็ได้  หากเห็นน้องกำลังดูดอย่างอร่อย ห้ามดึงออก เพราะจะทำให้เลือดไหลไม่หยุด และปากแผลฉีดขาดให้ใช้วิธีการเบื้องต้น น้องก็จะหลุดออกจากนั้นล้างบาดแผลให้สะอาดใส่ยาฆ่าเชื้อ


ด้วงน้ำมันหรือแมลงก้นกระดก

เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยได้ยินชื่อเจ้าแมลงตัวนี้ พวกมันมากับฤดูฝนชอบที่ชื้นๆ ใกล้แหล่งน้ำ มักอยู่ตามพื้น ขอบบ้าน เมื่อเกาะอยู่กับพื้นจะงอส่วนท้องส่ายไปมาขึ้นลง (อาจเป็นที่มาของชื่อก้นกระดก) ชอบเล่นกับแสงไฟจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเราจึงพบพวกมันตามบ้าน พิษของมันเกิดจากของเหลวจากตัวจากการปัด ตบ ตี ทำให้บริเวณที่สัมผัสมีผื่นแดง ตุ่มน้ำ ปวดแสบปวดร้อนและคัน คล้ายน้ำร้อนลวกหากมีอาการรุนแรงอาจมีไข้ร่วมด้วย มักทิ้งรอยแผลเป็นไว้เมื่อหายดีแล้ว

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาด จำนวนมากๆเพื่อเจือจางพิษบริเวณที่สัมผัส และห้ามใช้มือเปล่าตีหรือสัมผัสโดยเด็ดขาด

ริ้นฝอยทราย (Sand fly)

ตัวเล็กที่ร้ายเหลือลักษณะคล้ายยุงขนาดเล็ก 2-5 มม. สีน้ำตาล มีปีก 1 คู่ ขาเรียวยาว สามารถพบได้ทั่วไปและพบได้มากในช่วงฤดูฝน กินเลือดเป็นอาหารออกหากินในยามเย็นและหัวค่ำ

โดยเจ้าตัวริ้นฝอยทรายเป็นพาหะของโรคริชมาเนีย......อาการเริ่มจากตุ่มนูนแดงจนกลายเป็นแผลจนเป็นสะเก็ด โดยเชื้อจะไปเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวและมีผลต่ออวัยวะภายใน ทั้งผิวหนัง ตับและม้ามโต ต่อมน้ำเหลือง จนถึงไข้กระดูก ซึ่งเป็นอันตรายถึงตายได้

ไร (Chigger)

เจ้าตัวเล็กแต่พิษสงกลับร้ายกว่าขนาดตัวหลายเท่า โดยทั่วไปแล้วไรมีขนาด 0.2-0.5 มม มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ชอบพื้นที่เย็น ชื้นและแสงแดดส่องไม่ถึง ได้แก่ พุ่มไม้ โพรงหญ้า เป็นพาหะของโรคไข้รากสาดใหญ่ หรือ โรคสครับไทฟัส (Scrub Typhus) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อริกแกตเซีย (Rickettsia) ซึ่งเป็นโรคติดต่อของสัตว์ป่าโดยเฉพาะสัตว์ตระกูลฟันแทะ เช่น กระแต กระรอก และ หนูโดยเชื้อริกแกตเซียเมื่ออยู่ในตัวสัตว์เหล่านี้จะไม่แสดงอาการของโรคแต่อย่างใด แต่เมื่อโรคนี้ได้ติดต่อจากสัตว์ตัวหนึ่งไปยังอีกตัวหนึ่งจากการถูกตัวไรอ่อน (Chigger) เชื้อนั้นจะกลายเป็นทันที

อาการเมื่อถูกกัดจะทำให้เกิดอาการคัน และทิ้งรอยแผลไว้ลักษณะไหม้คล้ายรอยบุหรี่จี้ โดยเจ้าตัวไรมักชอบกัดในบริเวณใต้ร่มผ้า ต่อมาจะมีอาการปวดหัว มีไข้สูงมาก 40-40.5  คลื่นไส้อาเจียนืตาแดงเยื่อบุตาอักเสบ ปอดอักเสบ ตับม้ามโต ภาวะหายใจล้มเหลว กล้ามดเม็ดเลือดขาวลดลง ความดันต่ำ ชอก หมดสติจนอาจทำให้เสียชีวิตได้

วิธีการรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ว่าจะเป็นการทานหรือการฉีดยาทั้งนี้เป็นยาอันตรายจึงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์

แมงมุม

ในภาพยนต์แมงมุมกัดคนธรรมดากลายเป็นสไปเดอร์แมน แต่ในชีวิตจริงไม่เป็นอย่างนั้นนะ เจ้าแมงมุมเนี่ยโดยปกติที่พบในประเทศไทยเนี่ยไม่มีพิษ อาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง บวม แดง คัน ชาเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ในต่างประเทศหรือแมงมุมบางชนิดที่มีพิษร้ายแรง เช่น แมงมุมแม่ม่ายดำ/น้ำตาล แมงมุมสันโดษสีน้ำตาล เป็นต้น สังเกตว่าจะมีเขี้ยว หากถูกกัดมักทิ้งรอยเขี้ยวบนผิวหนัง

อาการเมื่อถูกแมงมุมที่มีพิษร้ายกัดมีหลายระดับ เริ่มที่มีเหงื่อออกมามากกว่าปกติ ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย  หายใจติดขัด ตัวเหลือง ชัก ไตวาย หมดสติ จนไปถึงเสียชีวิตได้

การปฐมพยาบาลให้ล้างทำความสะอาดด้วยสบู่อ่อนหรือน้ำสะอาด ห้ามบีบหรือเค้นบาดแผลเพราะจะทำให้พิษกระจายมากขึ้น  ตามด้วยการประคบเย็น ทานยาแก้ปวด อาจใช้ผ้าพันเหนือบริเวณที่ถูกกัดเพื่อป้องกันการกระจายของพิษ และรีบนำส่งแพทย์


มด

เจ้าตัวเล็กที่ชื่อว่าหลายคนรู้จักดี เมื่อมันกัดจะทำให้รู้สึกเจ็บแสบคล้ายถูกไฟลวก บริเวณที่ถูกกัดจะมีอาการบวมแดงและคัน หากเกาผื่นนั้นก็จะขยายวงกว้างมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีมดคันไฟบางชนิด เช่น มดคันไฟอินวิคต้า ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายมดคันไฟแต่ผิวเรียบและสีสดใสกว่า เหล็กในของพวกมันมีพิษที่จำทำให้ผิวไหม้ เป็นตุ่มหนอง และคันอย่างรุนแรง สำหรับคนที่แพ้พิษแบบรุนแรง อาจมีอาการมีผื่นขึ้นทั่วร่างกาย หายใจติดขัดหลอดลมบวม หน้าบวม แน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ คลื่นไส้ อาเจียน หมดสติ และอาจถึงขั้นเสียชีวิต

วิธีการรักษา ทำโดยประคบเย็นหรือทายาชนิดเย็นที่ช่วยบรรเทาอาการ หรือใช้สเตียรอยด์เพื่อลดอาการคันจากการแพ้

ตะขาบ

ตะขาบเป็นสัตว์ที่ชอบที่ชื้น และเย็นออกหากินช่วงเวลากลางคืนและกินแมลงเป็นอาหาร มีเขี้ยวพิษ 1 คู่ พิษจากการโดนตะขาบกัดจะทำให้เกิดการปวดร้อน บวม แดง บางรายอาจมีอาการรุนแรงเช่นปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน  ต่อมน้ำเหลืองบริเวณที่ถูกกัดจะโตจนอาจไปกดทับเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงจนอาจทำให้เกิดภาวะขาดเลือด หรือเนื้อตายได้

สำหรับวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ให้ประคบด้วยน้ำอุ่น**เพื่อบรรเทาอาการปวดร้อน บวม ทานยาแก้ปวด รวมถึงฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก และหากมีอาการแพ้หรืออาการรุนแรงบวมมาก ให้รีบพบแพทย์ทันที


บุ้ง/หนอนขน/หนอนคัน

หนอนคัน หรือ บุ้งขน เจ้าตัวน้อยที่พิษสงของมันไม่น้อยเลย ขนที่อยู่บริเวณลำตัวของเจ้าตัวหนอนบุ้งมีสารพิษหลายประเภทที่เป็นอันตรายเมื่อไปสัมผัส จะทำให้เกิดอาการแสบร้อน ผื่นคันตามผิวหนัง รวมถึงอาจหลังจากนั้นจะเกิดอาการบวม ชา และพิษจะสามารถแพร่ไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่อยู่ใกล้เคียงได้

สำหรับเด็ก หากขนพิษของมันเข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้ หรือผู้ที่มีอาการแพ้มากมากๆ อาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ชา เป็นอัมพาตได้

สามารถป้องกันโดยควรมีความระมัดระวังไม่เข้าไปสัมผัสกับหนอนบุ้ง เนื่องจากขนพิษอาจปลิวมาถูก ผิวหนังของเราได้

ส่วนการรักษาอาการพิษ ทำได้โดยการดึง เอาขนพิษออกจากผิวหนังด้วยเทปกาว ประคบด้วยน้ำแข็ง บริเวณที่ถูกขนพิษ รักษาความสะอาด ทาด้วยแอมโมเนียหรือ ครีมประเภทรักษาอาการแสบร้อน ให้กินยาแก้แพ้และยาระงับอาการปวด หากมีการแพ้รุนแรงให้รีบไปพบแพทย์

แมงป่อง

แมงป่องเป็นสัตว์มีพิษที่ชอบอยู่ในที่ชื้นและมืด เป็นสัตว์มีปล้อง มีขา 4 คู่  โดยขาคู่หน้าสุดจะมีลักษณะคล้ายกล้ามปู ข้อสุดท้ายจะมีต่อมพิษ ที่ใช้ต่อย อาการทั่วไปมักจะมีลักษณะบวมแดง ปวด ชาหรือกระตุก หากอาการรุนแรงหรืออาการในเด็กอาจทำให้มีอาการชัก หรือเป็นไข้ร่วมด้วย

Tips!!! ส่วนใหญ่แมงป่องตัวเล็กจะมีพิษรุนแรงและเข้มข้นกว่าแมงป่องตัวใหญ่ และ บางชนิดมีพิษรุนแรงขทำให้เสียชีวิตได้ (ไม่พบในไทย)

สำหรับการรักษา  หากถูกต่อยด้วยจำนวนพิษที่ไม่มากส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เอง บรรเทาอาการปวดบวมด้วยการกินยาแก้ปวด และใช้น้ำแข็งประคบ หากมีอาการรุนแรงให้พบแพทย์โดยทันที

Tips!!!  ภูมิปัญญาไทยใช้น้ำมะนาวหรือน้ำมะนาวผสมผงชูรสทาเพื่อลดอาการปวด ใช้ใบมะละกอขยี้ทาประคบแผล ใช้รางจืดตำผสมน้ำประคบรอยแผล

คำเตือน!!! สัตว์ที่มีสีสันสดใสสวยงามมักมีพิษและเป็นอันตราย เพราะฉะนั้นเห็นเจ้าตัวเล็กสีสันดึงดูดหน้าตาน่ารัก อย่าไปจับหรือเข้าใกล้พวกมันเชียวล่ะ

สำหรับการป้องกันโดยทั่วไปสำหรับแมงและแมลงต่างมีหลักการดังนี้

  1. สวมใส่เสื้อผ้าแขนยาวขายาวรัดกุมและมิดชิด
  2. ฉีดสเปรย์หรือทายากันแมลง/ถุงกันทาก (ยาเส้นหรือน้ำมันมวยก็ได้)
  3. ทำความสะอาดเสื้อผ้าโดยการซักด้วยน้ำอุ่น ผงซักฟอกหรือสบู่ทุกครั้งเมื่อเดินทางออกไปข้างนอกโดยเฉพาะกิจกรรมในป่า
  4. สวมเสื้อสีสันกลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่ฉีดน้ำหอมหรือสิ่งที่ทำให้เกิดกลิ่น
  5. นอนในบ้าน เปล เต้นท์ หรือมุ้งที่มีการเคลือบสารกันแมลง
  6. ไม่นอนหรือนั่งกับพื้นที่รกและชื้น

เป็นอย่างไรกันบ้างเอ่ย กับสาระที่ได้นำมาฝากกัน หวังว่าสายลุยทั้งหลายจะนำไปใช้หรือรู้จักเจ้าตัวน้อยมีพิษเหล่านี้กันมากขึ้น ในส่วนของการเตรียมตัวไปเข้าป่าสามารถอ่านต่อที่นี่เลย >>> เข้าป่า ทั้งทีเตรียมตัวอย่างไร

นอกจากนั้นแสงแดดก็เป็นสิ่งที่ควรระวังมากๆกับสายท้าแดด ไปอ่านต่อที่นี่ได้เลย >>> อันตรายจากแดดและความร้อน ข้อควรระวังของสายลุย