ล่องแก่งทะลุถ้ำลอด เซบั้งไฟใหญ่และยาวที่สุดในโลกตามรอย National Geographic

9 กุมภาพันธ์ 2565
ถ้ำลอดเซบั้งไฟ (Xe Bang Fai River Cave) เป็นถ้ำที่อยู่ระหว่างชายแดนลาว-เวียดนาม โดยเซบั้งไฟเป็นแม่น้ำในประเทศลาว ไหลผ่านแขวงคำม่วนและแขวงสุวรรณเขต ถือว่าเป็น Unseen ลาวกลางสุดด้วยความสวยงามของวิวแม่น้ำสุดอลังการตลอดเส้นทางและในถ้ำเต็มไปด้วยความดึกดำบรรพ์หาดูได้ยาก เกิดจากการกัดกร่อนและสะสมสิ่งต่างๆที่เปลี่ยนแปลงแปรผันไปตามกาลเวลาหลายล้านปี

ที่นี่มีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลระดับโลกเพราะถูกจับตามองและเผยแพร่เรื่องราวโดยการสำรวจจาก National Geographic ซึ่งเราชื่นชอบการเดินทางของพวกเขามานานแล้วอยากจะไปอยากจะเห็นอยากจะได้ทำเหมือนที่พวกเขาทำออกไปส่องโลกที่มันกว้างใหญ่ จึงลองออกไปผจญภัยตามรอย National Geographic สักครั้งในทริปสำรวจของทีมยักษ์ใหญ่ Green Discovery Laos ที่กำลังผลักดันให้เส้นทางนี้ได้รับความนิยมในระดับนานาชาติ ไม่เป็นเพียงสถานที่ Unseen ที่น้อยคนนักจะได้เข้ามาเยี่ยมชม แต่กำลังเปิดกว้างให้คนอื่นๆที่สนใจความลึกลับแถบนี้ได้มองความลึกลับของโลกไปด้วยกัน


เราใช้เวลาในการล่องแก่ง 4 วัน 3 คืนเข้าปากถ้ำทางหนึ่งไปทะลุอีกทางหนึ่งแม้ระยะทางล่องแก่งภายนอกจะแค่ 16 กิโลเมตร  แต่ก็ใช้เวลาตั้ง 2 วันกว่าจะถึงหลังถ้ำ  เพราะต้องผ่านแก่งแต่ละแก่งที่ยากพอสมควรร่วมกับชมธรรมชาติชายแดนลาว-เวียดนาม
ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไม่คิดว่าลาวกลางจะสวยขนาดนี้ ปกติเที่ยวลาวเหนือกับลาวใต้เสียส่วนใหญ่ต่อไปคงต้องมาเที่ยวลาวกลางบ่อยๆซะแล้ว

เรียกได้ว่าควักกล้องถ่ายรูปไม่หยุดจริงๆ 55 ภายในถ้ำเราต้องล่องแก่งกันทั้งวันและสำรวจความงามใต้พิภพนี้  ตอนแรกคิดว่าในถ้ำจะอึดอัด แต่ไม่เลยอากาศถ่ายเทมากเพดานถ้ำสูงถึง 250 เมตรและกว้างมากบวกกับความยาวของถ้ำเกือบ 10 กิโลเมตร ทำให้เราอยู่ในถ้ำจนลืมแสงอาทิตย์กันเลยทีเดียว สิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับทริปนี้ก็คืออุปกรณ์กันน้ำและอุปกรณ์ให้แสงสว่าง พวกเราพกไฟฉาย 1000 ลูเมนกันไปหลายตัว ป้องกันเหตุฉุกเฉินเพราะไฟจะดับไม่ได้แสงสว่างต้องมีตลอด เนื่องจากเราอยู่ในถ้ำที่ใหญ่และมืดมากอีกทั้งยังต้องล่องแก่งในถ้ำอีกหนึ่งซึ่งค่อนข้างยากพอสมควรถ้าไม่มีแสงสว่างนำทาง


แผนการเดินทาง

วันที่1 เราเดินทางเข้าลาวผ่านด่านนครพนมไปยังแขวงคำม่วนแล้วก็เดินทางทั้งวันไปจนถึงแคมป์เพื่อเตรียมตัวล่องแก่งในเช้าวันรุ่งขึ้นโดยสัมภาระทั้งหมดแบกใส่รถโฟวิล ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยทางลูกรังฝุ่นแดงตลบอบอวนมีหลุมบ่อเยอะ แต่วิวข้างทางเต็มไปด้วยภูเขาสูงใหญ่มากกกกกกกก สวยแบบชนบทที่แท้จริง


การเดินทางไม่ได้สิ้นสุดแค่ทางรถเพราะเราต้องเดินเท้าต่อไปกันไปอีกสักระยะหนึ่งเนื่องจากรถไม่สามารถไปต่อได้ด้วยสภาพของถนน กว่าจะถึงแคมป์ริมน้ำก็ค่ำแล้วเตรียมตัวแจวมะแจวจ้ำจึกกันพรุ่งนี้เลย


วันที่2 เป็นวันแรกที่เราเริ่มล่องแก่งกัน ผ่านแก่งเล็กแก่งใหญ่ตลอดทางวัน วิวโดยรอบก็ยังคงสวยเช่นเคย อากาศเย็นสบาย น้ำเป็นสีเขียวสีฟ้าสวยมากเดี๋ยวเปียกเดี๋ยวแห้งกันทั้งวันเลยย และที่สำคัญตลอดการเดินทางล่องแก่งนี้ พวกเราต้องแบกสัมภาระทั้งหมดลงเรือ โดยเรือลำหนึ่งนั่งได้มากสุดแค่ 2 คน ก็จับคู่ช่วยกันพายไปลำละ 2 คนบ้าง 1 คนบ้าง






ตกเย็นก็แคมป์ปิ้งกันที่ชายหาดริมน้ำ(ยังไม่ถึงถ้ำอีกกกกกกกกก) เราต้องล่องแก่งไป 2 วันถึงจะไปเจอหลังถ้ำแล้ววันที่ 3 ถึงจะเข้าถ้ำได้ช่างเป็นระยะทางที่แสนยาวไกลต้องฟิตกล้ามมากกว่านี้ เพราะแก่งภายนอกหรือจะสู้ความแรงของแก่งภายในถ้ำที่เราไม่รู้ว่าจะเจอดีตอนไหนภายใต้ความมืดมิดที่รอยู่ข้างหน้า



วันที่3 วันนี้เป็นวันที่เราจะได้ล่องเข้าถ้ำสักทีและแน่นอนต้องล่องแก่งไปอีกสักพักจะถึงปากทางเข้าถ้ำความยากลำบากก่อนเข้าถ้ำก็มาเยือน เพราะต้องขนเรือขึ้นบก ซึ่งบนบกก็คือหินที่ชันสลับซับซ้อนนนและเรือก็หนักมากๆเพื่อที่จะขนเข้าไปในถ้ำและล่องแก่งในถ้ำอีกที


วันนี้ที่รอคอยก็มาถึงแล้วและแน่นอนเป็นวันที่โหดที่สุดเพราะเราจะไม่ได้ล่องแก่งกลางแจ้งแล้วแต่เป็นการล่องแก่งภายในถ้ำที่โคตรใหญ่ และมืดมากกกกกกกกกกก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือไฟฉายไฟฉายจะดับไม่ได้แสงสว่างต้องเพียงพอไฟสำรองอะไรต้องเตรียมพร้อมอย่างดี เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพราะการล่องแก่งภายในถ้ำนั้นอันตรายมากแต่ความงามรออยู่ข้างใน โอเค ไปกันค่ะ!!






เราใช้เวลาทั้งวันในการล่องแก่งภายในถ้ำและทานอาหารกลางวันในนั้น ยิ่งเหนื่อยก็ยิ่งอร่อยยิ่งเจอความดึกดำบรรพ์ภายในถ้ำเท่าไหร่ก็ยิ่งอยากสำรวจต่อไปเรื่อยๆ แต่ด้วยเวลาที่จำกัดเราจึงต้องรีบสำรวจและออกจากถ้ำก่อนพระอาทิตย์ตกดินและก่อนที่แสงสว่างของไฟฉายจะหมดลงเพราะการอยู่ในถ้ำที่มีเพดานสูงมากและใหญ่มากจำเป็นที่จะต้องใช้ไฟฉายที่ลูเมนสูงมากๆถึง 1000 ลูเมนขึ้นไป ถึงจะมีแสงสว่างเพียงพอในการนำทาง




ภายในถ้ำมืดมากกกกก ด้วยเพดานที่สูงและห้องโถงที่กว้างใหญ่ ด้านล่างเป็นน้ำ การพายเรือเป็นไปด้วยความยากลำบาก แม้จะใจจะตุ้มๆต่อมๆแค่ไหน ก็อดมองถ้ำที่มีลวดลายวิจิตรไม่ได้พอให้คลายความตื่นเต้นไปได้บ้าง 55 ความรู้สึกเมื่อตอนได้ออกจากถ้ำมันก็จะโล่งเลยโล่งใจที่รอดชีวิตมาได้แม้อยู่ในถ้ำมาตั้งนานไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่รู้ว่ากลางวันหรือกลางคืน




หลังจากที่ล่องแก่งในถ้ำทั้งวันเราก็ทะลุออกมาด้านหน้าถ้ำจนได้และตั้งแคมป์ริมน้ำชมความงามยามค่ำคืน ดาวที่ที่สวยมากกกก เยอะสุดๆไปเลย อากาศก็ดีมาก ความเหน็ดเหนื่อยสะสมมาตลอดหลายวัน ได้ถูกปลดปล่อยออกเป็นความโล่งใจ ภูมิใจ ทำได้แล้วนะ :)


วันที่4 ภารกิจสำรวจล่องแก่งทะลุถ้ำลอดเซบั้งไฟได้เสร็จสิ้นลงแล้วเราก็เดินทางกลับไทยเส้นเดิมทางแขวงคำม่วนเข้าสู่ด่านนครพนม ฝุ่นตลบเช่นเดิมแต่แน่นอนรอดแล้วจ้าอะไรๆก็ง่ายไปหมดไม่รู้สึกถึงความลำบากเลย 55 ล่องแก่งในตำนานชายแดนลาว-เวียดนาม เซบั้งไฟ ทะลุถ้ำลอดที่ใหญ่ที่สุดในโลกมันส์สุดๆระทึกตลอดสวยงามตามท้องเรือ 4 วัน 3 คืน คงอยู่ในความทรงจำของเราไปอีกนานแสนนาน



ติดตามบทความ เรื่องราวสาระที่นำมาฝากการเพิ่มเติมได้ที่ www.thepuffinhouse.com/blog